LINE for Business
MyCustomer CRM WIN THE GAME FRAMEWORK
SME · INTERACTIVE WORKSHOP
BUSINESS PRESETS 15 CATEGORIES

เลือกประเภทธุรกิจเพื่อเริ่มต้นคำนวณครบ 6 ขั้น โดยไม่ต้องกรอกเองทุกช่อง

ค่าตั้งต้นเป็นสมมติฐานเพื่อการเรียนรู้ ปรับได้ทุกช่อง · การเปลี่ยน Preset จะทับตัวเลขเดิม
CASE ASSUMPTIONS / ตัวเลขจำลองเพื่อใช้สอน เลือกหมวดธุรกิจเพื่อดูสมมติฐานและเป้าหมาย CRM ของหมวดนั้น7 AOV แรกยึดจากโจทย์ผู้สอน · ค่าที่เหลือเป็น Workshop estimates ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยไทย
LINE FOR BUSINESS   /   SME CRM WORKSHOP
6 STEPS TO WIN

WIN THEGAME.

สูตรคิดคะแนนและรางวัลแบบ
“ไม่แจกจนเจ็บตัว”

เรียนรู้การออกแบบแต้มที่ลูกค้าอยากใช้ ร้านรับต้นทุนไหว และมีเงินส่วนเกินจากยอดขายเพิ่มพอชดเชย CRM ทดลองตัวเลขก่อนเริ่ม แล้ววัดผลจริงก่อนขยาย

≈ 35–45 นาที · เรียนรู้พร้อมลงมือทำ

6 ขั้น สู่ระบบสมาชิกที่คุ้มค่า

ทุกขั้นเชื่อมผลคำนวณถึงกัน

✦
หลักคิดของคลาส

อย่าเริ่มจาก “กี่แต้มดี?” ให้เริ่มจาก “ร้านยอมคืนให้ลูกค้ากี่บาท และอยากให้ลูกค้าทำอะไรเพิ่ม?” เลือก Business Preset ด้านบนเพื่อโหลดตัวเลขตัวอย่าง หรือแก้ไขเป็นตัวเลขจริงของธุรกิจได้ทุกช่อง

คำถามที่เราจะตอบได้หลังจบคลาส

✓
รู้ว่าแจกคะแนนและรางวัลได้แค่ไหน โดยไม่เกินเพดานงบ
✓
เข้าใจความต่างระหว่าง มูลค่าที่ลูกค้าเห็น และ ต้นทุนจริงของร้าน
✓
มองภาพสมาชิก 10,000 คน / โต 10 เท่า / คนใช้สิทธิมากกว่าคาด และอ่าน Dashboard เป็น
STEP 01 · SET BUDGET1 / 6

ก่อนแจกแต้ม
ตั้ง “งบรางวัล” ก่อน

ไม่ต้องรีบคิดว่า 100 บาทควรได้กี่แต้ม — เริ่มจากตอบว่าร้านยอมใช้เงินเท่าไรเพื่อดึงลูกค้ากลับมา และจะทำให้เขาซื้อเพิ่มได้อย่างไร

เข้าใจขั้นนี้: เป้าหมายพฤติกรรมก่อนเริ่มแจก

เลือกสิ่งที่ต้องการให้ลูกค้าทำเพิ่ม เช่น ซื้อครั้งที่สอง หรือชวนเพื่อนที่ซื้อจริง ยอดซื้อเพิ่มในเว็บเป็นเป้าหมายจนกว่าจะวัดผลได้

ลองทำในเว็บ: กรอกยอดขายหลังหักต้นทุนผันแปรครบ แล้วเลือกเพดานงบที่เหลือพื้นที่รับความเสี่ยง

01 / BUSINESS SNAPSHOT

ตัวเลขพื้นฐานของร้าน

ใช้ตัวเลขเฉลี่ยหรือประมาณการที่สมเหตุผลก่อนได้

02 / REWARD CEILING

กำหนดเพดานงบที่ร้านยอมจ่าย

3% ไม่ใช่มาตรฐานตายตัว ต้องเลือกตามกำไรและความเสี่ยงของธุรกิจ

งบสูงสุดต่อบิล (ตามเพดาน)—ตัวเลขเพดาน ไม่ใช่เงินที่ต้องจ่ายจริงทุกบิล
คิดแบบง่าย ๆ

500 × 3% = 15 บาท/บิล

กำไรส่วนเกินต่อบิล ก่อน CRM—จากสัดส่วนกำไรที่กรอก
ยอดขายสมาชิกต่อปี (เป้าหมาย)—จำนวนคน × ยอดบิล × ความถี่ใหม่
ยอดขายที่คาดว่าเพิ่มต่อปี—จากความถี่ใหม่เทียบความถี่เดิม
STEP 02 · SET POINTS2 / 6

ตั้งแต้มให้ลูกค้าเข้าใจง่าย
แต่ร้านคุมต้นทุนได้

จำนวนแต้มเป็น “ภาษาที่ร้านเลือกได้” — จำนวนมากไม่ได้แปลว่าแพงเสมอไป สิ่งที่ต้องดูคือต้นทุนจริงต่อแต้มและโอกาสที่ลูกค้าจะนำมาใช้

เข้าใจขั้นนี้: จำนวนแต้มกับต้นทุนของร้าน

จำนวนแต้มต่อบิลต้องสื่อสารง่าย และแต้มที่ใช้แลกต้องมีต้นทุนส่งมอบชัดเจน

ลองทำในเว็บ: ลองเปลี่ยนบาทต่อ 1 แต้ม โดยคงเกณฑ์รางวัลเดิม ดูต้นทุนและจำนวนครั้งถึงรางวัลเปลี่ยนด้วยกัน

01 / EARN MECHANIC

ซื้อเท่าไร = 1 แต้ม?

ลูกค้าได้รับต่อบิล—ตามยอดซื้อเฉลี่ยของคุณ
ต้นทุนจริงต่อแต้ม—อิงรางวัลและจำนวนแต้มที่ใช้แลกใน Step 3
ต้นทุนคะแนน / ยอดขาย—รวมสมมติฐานสัดส่วนการใช้แต้ม
สูตรที่ใช้ในเว็บไซต์

ต้นทุนแต้ม = แต้มที่แจก × สัดส่วนใช้จริง × (ต้นทุนจริงของรางวัล ÷ แต้มที่ใช้แลก)

02 / THINK LIKE AN OWNER

ลูกค้าเห็น “มูลค่า” — ร้านดู “ต้นทุนจริง”

มูลค่ารางวัลที่ลูกค้าเห็น—ราคาขายหน้าร้าน / มูลค่าที่รับรู้
ต้นทุนจริงเมื่อแลก 1 รางวัล—นำไปหารจำนวนแต้มที่ใช้แลก

คุณเปลี่ยนรายละเอียดรางวัลได้ใน Step 3 และต้นทุนในขั้นนี้จะอัปเดตทันที

STEP 03 · SET REWARDS3 / 6

รางวัลแรกต้อง
“ใกล้พอให้ลุ้น”

เลือกของรางวัลและเกณฑ์แต้ม แล้วตรวจจำนวนครั้งที่ลูกค้าต้องซื้อ หากอยากเริ่มจากจำนวนครั้งเป้าหมาย ใช้ตัวช่วยด้านล่างสร้างเกณฑ์ก่อน แล้วคงเกณฑ์นั้นไว้ขณะทดลองอัตราแจกแต้ม

เข้าใจขั้นนี้: รางวัลที่ลูกค้าไปถึงได้

ระยะถึงรางวัลต้องเข้ากับวงจรซื้อของธุรกิจ ร้านกาแฟและโรงแรมใช้จำนวนครั้งเท่ากันอาจให้ประสบการณ์ต่างกัน

ลองทำในเว็บ: เทียบมูลค่าที่ลูกค้าเห็นกับต้นทุนรวมของร้าน ทั้งวัตถุดิบ แพ็กเกจ แรงงาน และโอกาสที่เสียไป

01 / FIRST REWARD

ออกแบบรางวัลแรกของร้าน

ยอดซื้อประมาณถึงรางวัลแรก—ยอดบิลเฉลี่ย × จำนวนครั้งจริงจากการปัดแต้ม
แต้มที่ต้องใช้แลกรางวัล—เกณฑ์อิสระจากอัตราสะสมแต้ม
ลูกค้ารู้สึกได้คืน—มูลค่าหน้าร้าน ÷ ยอดซื้อถึงรางวัล
คำนวณอัตโนมัติ

ซื้อ 500 บาท × 5 ครั้ง = 2,500 บาท → ได้ 250 แต้ม

02 / DESIGN PRINCIPLE

เลือกของที่ลูกค้ารู้สึกคุ้ม แต่ร้านต้นทุนไม่สูง

เร็วเกินไป

ซื้อ 1–2 ครั้งได้ของแพง ร้านอาจจ่ายเร็วโดยที่พฤติกรรมยังไม่เปลี่ยน

กำลังดี

ลูกค้ารู้สึกว่า “อีกนิดก็ได้” และมีเหตุผลให้กลับมา

ไกลเกินไป

ต้องซื้อนานมากจนแต้มไม่มีความหมาย ลูกค้าอาจเลิกสนใจ

★
รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนลดเสมอไป

ลองเมนูฟรี / ของแถม / อัปเกรด / Priority / Birthday Benefit โดยเทียบ “มูลค่าที่ลูกค้าเห็น” กับ “ต้นทุนจริง” ทุกครั้ง

ตัวช่วยเริ่มจากจำนวนครั้งเป้าหมาย

หากแคมเปญเปิดแล้ว ต้องรักษาสิทธิแต้มเดิมและแจ้งเงื่อนไขล่วงหน้าก่อนเปลี่ยน

หลัง STEP 03 · PROMPT FRAMEWORKออกแบบระดับสมาชิก

Prompt Framework
คิดระบบสมาชิกด้วย AI

นำข้อมูลตั้งงบ ตั้งแต้ม และตั้งรางวัล ไปให้ AI ช่วยออกแบบระดับสมาชิกและสิทธิที่เหมาะกับประเภทธุรกิจของคุณ

ใช้ข้อมูลจาก 01–03 เท่านั้น

Prompt เปลี่ยนตามตัวเลขที่คุณกรอกและธุรกิจที่เลือก ขอให้ AI ออกแบบ Member / Plus / VIP พร้อมตัวอย่างการใช้งานและเหตุผลของแต่ละระดับ

วิธีใช้

  1. ตรวจข้อมูลในขั้น 01–03 ให้ตรงกับร้านของคุณ
  2. คัดลอก Prompt แล้วเปิด ChatGPT วางในแชตใหม่และส่ง
  3. อ่านตัวอย่างระดับสมาชิก เกณฑ์เลื่อนระดับ และสิทธิที่ AI เสนอ
  4. นำข้อเสนอที่เลือกไปตั้งระดับสมาชิกในขั้น 04
เปิด ChatGPT ↗

ตรวจข้อมูลร้านที่ต้องการแบ่งปันก่อนส่งให้ ChatGPT

ตัวอย่างตามประเภทธุรกิจที่เลือก

ไอเดียสิทธิสำหรับเริ่มคิด ให้ AI ช่วยออกแบบเกณฑ์และต้นทุนจากข้อมูลร้าน

สิทธิด้านล่างเป็นตัวอย่าง ยังต้องเลือกความถี่ เงื่อนไข และต้นทุนที่ร้านรับได้

PROMPT FRAMEWORK

คิดระบบสมาชิกด้วย AI

ข้อมูล 01–03 พร้อมคำขอออกแบบสมาชิกแบบกระชับ

STEP 04 · MEMBER TIERS4 / 6

ระดับสมาชิกต้องทำให้ “ซื้อเพิ่ม”
ไม่ใช่แค่ชื่อสวย

ตัวอย่างสิทธิ Member / Plus / VIP เฉพาะแต่ละธุรกิจ พร้อมเกณฑ์ที่ลูกค้ามีโอกาสไปถึงจริง และคำนวณต้นทุนสิทธิจาก “คนที่ใช้จริง” ไม่ใช่สมมติว่าทุกคนใช้ 100%

เข้าใจขั้นนี้: Tier ที่มีเหตุผลให้ซื้อเพิ่ม

ระดับสมาชิกอิงยอดซื้อ 12 เดือน และสิทธิที่รับต้นทุนไหว สมาชิก Plus กับ VIP เป็นกลุ่มแยกกัน

ลองทำในเว็บ: จำนวนสมาชิกแต่ละระดับเป็นสมมติฐาน ให้ตรวจจากข้อมูลยอดซื้อจริง และแยกของรางวัลแต้มจากสิทธิ Tier เพื่อไม่คิดซ้ำ

01 / TIER DESIGN

ตั้งระดับสมาชิกจากยอดซื้อจริง

การตั้งระดับที่ใช้ได้จริง

กำลังประเมินระยะทางของแต่ละ Tier...

ตัวอย่าง Membership Tier สำหรับใช้ฝึกคิด ไม่ใช่เกณฑ์สำเร็จรูปของอุตสาหกรรม

เกณฑ์ VIP ควรสูงกว่า Plus เพื่อให้ลำดับสิทธิชัดเจน
เช็กความคุ้มค่าของการเลื่อนระดับ

ลูกค้าซื้อเพิ่ม — / ปี → กำไรส่วนเกินจากยอดเพิ่ม — ก่อนหักค่ารางวัล

หลักการตรวจความสมเหตุสมผล: เกณฑ์ Tier ควรอิงยอดซื้อย้อนหลัง 12 เดือน, ตั้งเป้าระดับ Plus ที่ผู้ซื้อทั่วไปสามารถเพิ่มอีก 1–3 ครั้งเพื่อไปถึง, และมี VIP ที่ยังมีลูกค้าจริงไปถึงได้ · อ่านเพิ่มเติม: Tier Thresholds & AOV · Restaurant Food Cost Reference (US; ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยไทย)

02 / BENEFIT COST

วางแผนต้นทุนสิทธิของแต่ละระดับ

จำนวนสมาชิก Plus / VIP คือจำนวนคนที่คาดว่าจะอยู่แต่ละระดับแบบไม่ซ้อนกัน ต้องตรวจสัดส่วนกับข้อมูลยอดซื้อจริงก่อนใช้

จำนวน Plus + VIP เกินจำนวนสมาชิกทั้งหมด ระบบจะจำกัดที่จำนวนสมาชิกทั้งหมดในการคำนวณ ควรกลับไปตรวจข้อมูล
งบสิทธิ Plus / ปี—
งบสิทธิ VIP / ปี—
รวมงบสิทธิ / ปี—
✦
สิทธิของ Tier ไม่ต้องเป็น “ลดแรงขึ้น” อย่างเดียว

ผสม 3 แบบ: ให้เป็นเงิน (ส่วนลด / แต้มพิเศษ), ทำให้สะดวกขึ้น (คิวพิเศษ / ส่งฟรี), ทำให้รู้สึกพิเศษ (สินค้าก่อนใคร / Birthday / Event)

STEP 05 · GROWTH SIMULATION5 / 6

ถ้าสมาชิกเพิ่มขึ้น 10 เท่า
ร้านยังไหวไหม?

มองค่าใช้จ่าย “ทั้งก้อน” ไม่ใช่ดูแค่ต้นทุนแต้ม รวมรางวัล สิทธิสมาชิก ระบบ และทีม แล้วทดลองกรณีสมาชิกโตหรือใช้สิทธิมากกว่าที่คาด

เข้าใจขั้นนี้: การเติบโตที่สร้างเงินส่วนเกิน

แยกการซื้อซ้ำของสมาชิกเดิมออกจากลูกค้าใหม่ที่ซื้อจริง การจำลอง 10 เท่าเป็นการตรวจขนาดระบบ ไม่ได้พิสูจน์ว่าแต้มทำให้คนเพิ่ม

ลองทำในเว็บ: กรอกต้นทุนชวนเพื่อน และทดลองยอดซื้อไม่เพิ่มกับการแลก 100% ใน Dashboard

01 / OPERATING COST

ค่าใช้ระบบและทีม

ตั้งเป็นต้นทุนรายปี และเผื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มเมื่อสมาชิกโต

องค์ประกอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อปี

ค่าแต้มที่คาดว่าใช้จริง + ค่าสิทธิ Plus/VIP ที่คาดว่าใช้จริง + ค่าใช้ระบบ/ทีม

02 / STRESS TEST

ทดลองอย่างน้อย 3 สถานการณ์

ตัวเลขคำนวณใหม่ทุกครั้งที่แก้ข้อมูล ตรวจเพิ่มทั้งกรณีแลกแต้ม 100% และยอดซื้อไม่เพิ่มใน Dashboard

01 · วันนี้

—

จำนวนสมาชิกตามที่กรอก ใช้สิทธิตามอัตราปกติ

สมาชิก—
ต้นทุน / ยอดขาย—
เงินเหลือจากยอดเพิ่ม—

03 · กรณีหนัก

—

สมาชิกเท่าเดิม แต่คนใช้แต้มและสิทธิมากกว่าคาด

สมาชิก—
ต้นทุน / ยอดขาย—
เงินเหลือจากยอดเพิ่ม—
กำหนด “กรณีหนัก”
03 / COST BREAKDOWN

งบทั้งก้อนของสถานการณ์ “วันนี้”

ต้นทุนแต้ม—
ต้นทุน Tier—
ระบบ / ทีม—
รวมทั้งหมด—
ต้นทุนแต้มสิทธิสมาชิกระบบและทีม
เทียบเพดานของร้าน

โปรแกรมสมาชิกใช้ — ของยอดขายสมาชิก · เพดานที่ตั้งไว้ —

ลูกค้าใหม่ที่ซื้อจริงในช่วง 12 เดือน

แต้มชวนเพื่อนคุ้มไหม?

นับเฉพาะลูกค้าใหม่ที่เกิดเพิ่มจากแคมเปญและไม่ซ้ำกับสมาชิกใน Step 1 จำนวนสมัครยังไม่ใช่จำนวนผู้ซื้อใหม่ ความถี่นับเฉพาะบิลที่คาดว่าจะเกิดในช่วงวิเคราะห์นี้

รายได้ลูกค้าใหม่
ต้นทุนลูกค้าใหม่ทั้งหมด
เงินส่วนเกินลูกค้าใหม่หลังต้นทุน

กำไรส่วนเกินลูกค้าใหม่ − แต้มซื้อปกติ − Tier เพิ่ม − ต้นทุนหาลูกค้า − ต้นทุนรองรับ

ให้โบนัสเมื่อเพื่อนซื้อและผ่านเงื่อนไขคืนสินค้าแล้ว ตรวจผู้แนะนำซ้ำและการแนะนำตัวเอง และใช้ต้นทุนโบนัสจริงแทนราคาเต็ม

STEP 06 · POINT LIABILITY6 / 6

แต้มที่ยังไม่ถูกใช้
= ต้นทุนที่ต้องเตรียมเงินไว้

ระบบแสดงประมาณการต้นทุนส่งมอบรางวัลสำหรับวางแผนเงินสด ซึ่งไม่ใช่มูลค่าหนี้สินทางบัญชี โปรแกรมสมาชิกยังมี “ภาระในอนาคต” จากแต้มที่ลูกค้าถืออยู่ ลองคำนวณว่าควรสำรองเงินเท่าไร หากลูกค้ากลับมาใช้แต้มตามคาดหรือมากกว่าคาด

เข้าใจขั้นนี้: แต้มค้างและความพร้อมเริ่มทดลอง

ต้นทุนตามคาดและเงินสดที่ต้องใช้เมื่อแลกจริงอาจไม่เท่ากัน เตรียมสำรองสำหรับกรณีใช้สิทธิมากขึ้น

ลองทำในเว็บ: บันทึกกติกาการปัดแต้ม สินค้าที่ร่วมรายการ วันหมดอายุ การคืนสินค้า และการใช้สิทธิซ้ำให้ลูกค้าอ่านได้

01 / OUTSTANDING POINTS

ลูกค้ายังถือแต้มอยู่เท่าไร?

ต้นทุนจริงต่อแต้ม—คำนวณจาก Step 3: ต้นทุนรางวัล ÷ แต้มที่ใช้แลก
แต้มค้างรวมทั้งหมด—แต้มต่อคน × จำนวนสมาชิก
งบที่อาจต้องจ่าย · ใช้ตามคาด—เมื่อใช้แต้มตามสัดส่วนปกติ
งบที่อาจต้องจ่าย · กรณีหนัก—เมื่อใช้แต้มตามอัตรากรณีหนัก
สูตรคำนวณ

แต้มค้างต่อคน × จำนวนสมาชิก × % คาดว่าใช้จริง × ต้นทุนจริงต่อแต้ม

!
สำคัญ: “แต้มค้าง” ไม่ถูกนำไปบวกซ้ำกับต้นทุนโปรแกรมรายปี

ค่าคะแนนที่ใช้จริงระหว่างปีถูกนับในค่าโปรแกรมแล้ว ส่วนแต้มค้างคือ “ภาระที่อาจเกิดในอนาคต” ซึ่งควรติดตามและเตรียมเงินสำรองอย่างเหมาะสม ไม่ใช่บวกรวมโดยไม่ตรวจการซ้ำซ้อน

02 / ADJUST THE GAME

ถ้างบสูงเกินไป แก้ตรงไหนได้บ้าง?

1
แจกแต้มช้าลง
เพิ่มบาทต่อ 1 แต้ม โดยคงแต้มที่ใช้แลกรางวัลเดิม แล้วตรวจว่าระยะถึงรางวัลยังเหมาะสม
2
ให้รางวัลช้าลงเล็กน้อย
เช่น จาก 4 ครั้ง → 5 ครั้ง โดยยังรู้สึกเอื้อมถึง
3
เปลี่ยนของรางวัล
ให้มูลค่าที่ลูกค้าเห็นสูง แต่ต้นทุนร้านต่ำ
4
ลดส่วนลด เพิ่มสิทธิ
ลอง Priority / Early Access / Service แทนเงินสดบางส่วน
5
ปรับ Tier และกระบวนการ
อย่าเลื่อนระดับง่ายเกินไป และใช้ Automation ลดต้นทุนเมื่อสมาชิกโต

เงินสดที่เตรียมสำหรับแต้มค้าง

ต้นทุนหากแต้มค้างถูกใช้ 100%ไม่รวมสิทธิ Tier ค้างหรือรางวัลอื่นที่ยังไม่ได้ใส่

FINAL STEP · YOUR CRM SCORECARDRESULTS

WIN THE GAME
Dashboard

สรุปคำตอบทั้ง 6 ขั้น เพื่อดูว่าลูกค้าซื้อเพิ่มแล้วคุ้มกับสิ่งที่ร้านแจกหรือไม่ ตัวเลขมาจากข้อมูลที่คุณกรอกหรือ Preset สมมติฐานที่เลือก

ตัดสินใจก่อนเปิดระบบ

ผลคำนวณเป็นเงินส่วนเกินของโปรแกรม ก่อนต้นทุนคงที่อื่น ภาษี และผลที่ยังวัดไม่ได้ จึงยังไม่ใช่กำไรสุทธิของทั้งร้าน

MYCUSTOMER CRM · BUSINESS SIMULATION

ธุรกิจของคุณ

สมาชิก 10,000 คน · ยอดซื้อ 500 บาท/ครั้ง · เป้าหมาย 10 ครั้ง/ปี

● อยู่ในเกณฑ์—กำไรส่วนเกินจากยอดซื้อที่เพิ่ม หลังหักค่า CRM

6 ตัวเลขที่เจ้าของร้านควรดู

1 · ลูกค้ารู้สึกว่าได้คืน—มูลค่ารางวัล ÷ ยอดซื้อก่อนแลก
2 · ร้านเสียจริงจากแต้ม—คิดจากต้นทุนจริงและ % ใช้คะแนน
3 · ค่าโปรแกรมสมาชิกทั้งหมด—Point + Tier + ระบบ/ทีม เทียบยอดขาย
4 · เพดานที่ตั้งไว้—ของยอดขายจากสมาชิก
5 · เหลือจากยอดซื้อที่เพิ่ม—กำไรส่วนเกินที่เพิ่ม − ค่า CRM
6 · แต้มค้างอาจต้องจ่าย—ภาระที่อาจเกิดในอนาคต แยกจากค่าใช้จ่ายปีนี้
YOUR BUSINESS CASE

จากยอดซื้อที่เพิ่ม สู่เงินที่เหลือจริง

ยอดซื้อที่เพิ่มเทียบฐานเดิม—
กำไรส่วนเกินจากยอดที่เพิ่ม—
หักค่า CRM ทั้งหมด—
กฎตัดสินใจ

ถ้าเงินส่วนเกินจากยอดขายที่เพิ่มหลังหักค่า CRM ยังเป็นบวก และค่าโปรแกรมไม่เกินเพดานที่ตั้งไว้ แสดงว่าโมเดลนี้มีพื้นที่ให้ทดลองต่อ แต่ยังต้องตรวจข้อมูลจริงก่อนเปิดระบบ

ต้องสร้างยอดขายเพิ่มอย่างน้อย เพื่อชดเชยค่าโปรแกรม—

ค่า CRM ทั้งหมด ÷ สัดส่วนกำไรส่วนเกิน (วิธีคิดเบื้องต้น ไม่มีผลกำไรจากฐานเดิม) (ถ้ากำไร = 0% จะคำนวณจุดคุ้มทุนไม่ได้)

MEMBERSHIP BLUEPRINT

Membership Tier ทั้ง 3 ระดับ

สิทธิและระยะทางถึงระดับสมาชิกของประเภทธุรกิจนี้ (ประมาณการเพื่อ Workshop)

THREE SCENARIOS

ลองดูว่าถ้าสถานการณ์เปลี่ยน จะเกิดอะไรขึ้น

สถานการณ์สมาชิกรายได้ต่อปีค่า CRM รวมสัดส่วนต้นทุนเงินเหลือจากยอดเพิ่ม
THE 6-STEP RECAP

แผนสมาชิกของร้านคุณในหน้าเดียว

ขั้นตอนการตัดสินใจของร้านผลลัพธ์
✓
เบื้องต้นอยู่ในเกณฑ์ที่ตั้งไว้

โปรแกรมยังอยู่ใต้เพดานและมีเงินเหลือจากยอดที่เพิ่ม ลองปรับค่าต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบก่อนลงมือจริง

ซื้อซ้ำและลูกค้าใหม่ แยกกันก่อนรวมผล

เงินส่วนเกินจากซื้อซ้ำหลัง CRM
เงินส่วนเกินจากลูกค้าใหม่หลังต้นทุน
เงินส่วนเกินรวมตามสมมติฐาน

ลูกค้าใหม่ไม่ซ้ำกับฐานเดิม และต้องเป็นส่วนที่เกิดเพิ่มจากแคมเปญ หากยังไม่ทราบให้คงจำนวนที่ 0

แผนทดลองก่อนขยาย

  1. กำหนดงบสูงสุดที่ยอมใช้ในช่วงทดลอง และผู้รับผิดชอบติดตาม
  2. ทดลองกับกลุ่มที่จำกัดตามวงจรซื้อ เช่น 30–60 วันสำหรับร้านที่ซื้อบ่อย
  3. เทียบพฤติกรรมกับกลุ่มใกล้เคียงที่ไม่ได้รับแคมเปญ หากทำได้ เพื่อลดผลจากฤดูกาลและลูกค้าประจำเดิม
  4. ติดตามผู้ซื้อใหม่จริง การซื้อซ้ำ กำไรส่วนเกิน ต้นทุนแลก และเงินสำรองทุกสัปดาห์
  5. หยุดแจกสิทธิใหม่เมื่อเกินงบที่ตั้งไว้ ปรับเงื่อนไขล่วงหน้าและรักษาสิทธิที่ให้ลูกค้าไปแล้ว
ดาวน์โหลด PowerPoint พร้อมบทพูดใน Notes

หมายเหตุ: โปรแกรมนี้เป็นเครื่องมือสำหรับฝึกคิด/จำลองสถานการณ์ตามเอกสาร MyCustomer CRM — Win the Game Framework (32 หน้า) ไม่ใช่การรับรองผลกำไรจริง สมมติฐานสำคัญคือสมาชิกแต่ละคนมีพฤติกรรมเฉลี่ยตามที่กรอก; ต้นทุนคะแนนคิดจากคะแนนที่ได้ต่อบิลแบบปัดลง; Member ขั้นพื้นฐานมีสิทธิด้านข้อมูลที่ต้นทุนเพิ่มต่ำ โดยนับค่าใช้จ่ายในระบบ/ทีม; เกณฑ์สะสม Tier เป็นรอบ 12 เดือน; จำนวนแต่ละ Tier เป็นสมมติฐาน ไม่ได้อนุมานจากยอดซื้อ; สมาชิก Plus และ VIP เป็นกลุ่มไม่ซ้อนกัน; ตัวเลข Tier ถือว่าเป็นต้นทุนสิทธิต่อคนต่อปี; การจำลองเติบโต 10 เท่ายังคงสัดส่วน Tier และต้นทุนต่อคนคงเดิมตามค่าที่ตั้งไว้ ควรใช้ข้อมูลจริง และตรวจการนับต้นทุนซ้ำก่อนตัดสินใจลงทุน

LIVE RESULTS

ต้นทุน CRM / ยอดขาย—
งบเพดาน—
ค่า CRM ทั้งปี—
เงินเหลือจากยอดเพิ่ม—